นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(Privacy Policy)

บริษัท แอสเซท เวิลด์ จำกัด

นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ บริษัท แอสเซท เวิลด์ จำกัด (“บริษัท.”) จัดทำขึ้นเพื่อแสดงจำนงค์ว่า บริษัท. เคารพต่อสิทธิส่วนบุคคลและให้ความสำคัญในการปกป้องและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์ต่อ บริษัท โดยตรง และ/หรือข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็น พนักงาน ลูกจ้าง ที่ปรึกษา นักศึกษาฝึกงาน ผู้ตรวจสอบทางการเงิน ผู้ตรวจสอบบัญชี คู่ค้า ผู้ร่วมลงทุน ผู้ถือหุ้น คู่สัญญาต่าง ๆ เป็นต้น

ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละราย บริษัท. อาจดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ซึ่งอาจแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว บริษัท. ขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน หรือขณะเก็บรวบรวมข้อมูล และ บริษัท. จะเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว เมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลแล้วเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดให้ บริษัท. มีสิทธิ หรืออำนาจจัดเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อน อย่างไรก็ตามในการใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บรวบรวม บริษัท. จะดำเนินการเพียงเท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อการตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนและในขณะเก็บรวบรวมเท่านั้น โดยจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด

บริษัท. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสมในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันการสูญหาย การเข้าถึง การใช้และการเก็บรักษา การเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือการเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลอื่น ในกรณีที่ บริษัท.มอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลในนามของ บริษัท. บริษัท. จะกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกันและกำกับดูแลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจะได้รับการปกป้องคุ้มครองข้อมูลของตนด้วยมาตรการที่เคร่งครัด เหมาะสมและเพียงพอ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีผลใช้บังคับแล้วและที่แก้ไขเพิ่มเติม

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งได้รับความเสียหาย หรือผลกระทบใด ๆ จากการดำเนินการของ บริษัท. สามารถแจ้ง หรือร้องเรียนเพื่อขอให้ บริษัท. แก้ไข และ/หรือยกเลิกการกระทำใดที่ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือผลกระทบใด ๆ แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวได้ตามที่กำหนดไว้ในนโยบายฉบับนี้

บริษัท. มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรของ บริษัท. ซึ่งรวมถึงกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงาน และนักศึกษาฝึกงาน ได้รับทราบ เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ของ บริษัท. อย่างละเอียดและลึกซึ้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่า บริษัท. จะปกป้อง ดูแลรักษา และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและมิให้เกิดผลกระทบ หรือความเสียหาย ใด ๆ แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

ข้อ 1. นิยาม หรือคำจำกัดความ

เว้นแต่ในนโยบายฉบับนี้จะกำหนดไว้เป็นประการอื่น คำ หรือถ้อยคำต่อไปนี้ มีความหมายดังต่อไปนี้

“บุคคล”
หมายถึง บุคคลธรรมดา
“ข้อมูลส่วนบุคคล” / Personal Data
หมายความว่า ข้อมูลใด ๆ ที่ระบุไปถึงตัวบุคคลเจ้าของข้อมูลได้ ไม่ว่าทางตรง หรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรม อาทิ ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ เลขประจำตัวประชาชน เลขหนังสือเดินทาง เลขบัตรประกันสังคม เลขใบอนุญาตขับขี่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิต ที่อยู่อีเมล (email address) ทะเบียนรถยนต์ โฉนดที่ดิน IP Address, Cookie ID, Log File เป็นต้น อย่างไรก็ดี ข้อมูลต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลสำหรับการติดต่อทางธุรกิจที่ไม่ได้ระบุถึงตัวบุคคล อาทิ ชื่อบริษัท ที่อยู่ของบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคลของบริษัท หมายเลขโทรศัพท์ของที่ทำงาน ที่อยู่อีเมล (email address) ที่ใช้ในการทำงาน ที่อยู่อีเมล (email address) บริษัทที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลนิรนาม (Anonymous Data) หรือข้อมูลแฝงที่ถูกทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้อีกโดยวิธีการทางเทคนิค (Pseudonymous Data) ข้อมูลผู้ถึงแก่กรรม เป็นต้น
“ข้อมูลอ่อนไหว” / (Sensitive Personal Data)
หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคลโดยแท้ แต่มีความละเอียดอ่อนและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกใช้ในการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในทำนองเดียวกันตามที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลประกาศกำหนด
“ข้อมูลชีวภาพ”
หมายถึง ข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดจากการใช้เทคนิค หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการนำลักษณะเด่นทางกายภาพ หรือทางพฤติกรรมของบุคคลมาใช้ ทำให้สามารถยืนยันตัวตนของบุคคลนั้นที่ไม่เหมือนกับบุคคลอื่นได้ เช่นข้อมูลภาพจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา ข้อมูลจำลองลายนิ้วมือ
“เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล” / “เจ้าของข้อมูล”
หมายถึง ตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น
“การประมวลผลข้อมูล” / (Processing)
หมายถึง การดำเนินการ หรือชุดการดำเนินการใด ๆ ซึ่งกระทำต่อข้อมูลส่วนบุคคล หรือชุดข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะโดยวิธีการอัตโนมัติ หรือไม่ เช่นการเก็บ บันทึก จัดระบบ จัดโครงสร้าง เก็บรักษา เปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยน การใช้ เปิดเผยด้วยการส่งต่อ เผยแพร่ หรือการกระทำอื่นใดซึ่งทำให้เกิดความพร้อมใช้งาน หรือจัดวาง หรือผสมเข้าด้วยกัน การกำจัด การลบ หรือการทำลาย
“ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล”
หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล
“ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล”
หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามคำสั่งหรือในนามของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการดังกล่าวไม่เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล
“ลูกค้า”
หมายความว่าบุคคลที่ติดต่อ ดำเนินธุรกรรม หรือความสัมพันธ์ใด ๆ กับ บริษัท. ไม่ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ ความผูกพันตามสัญญา หรือข้อตกลงใด ๆ กับบริษัทฯ หรือไม่ก็ตาม โดยหมายความรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้ชำระหนี้ หรือเสนอขอชำระหนี้แทนลูกหนี้ และ/หรือแทนผู้ค้ำประกัน เป็นต้น

ข้อ 2. การเก็บรวบรวมข้อมูล

บริษัท. จะทำการเก็บรวมรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล เฉพาะกรณีที่ บริษัท. ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลรับทราบถึงวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว และ บริษัท. ได้รับยินยอมโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือ หรือให้ความยินยอมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนหรือขณะทำการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวแล้วเท่านั้น

ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์ บุคคลไร้ความสามารถ หรือบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ บริษัท. จะทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลดังกล่าวได้ เมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครอง ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลที่มีอำนาจให้ความยินยอมตามที่กฎหมายกำหนดไว้

บริษัท. อาจเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ดังจะกล่าวต่อไปนี้ โดย บริษัท. จะแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบถึงวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บให้เจ้าของข้อมูลทราบ แต่ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

  1. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษา วิจัย หรือสถิติต่าง ๆ การทำบันทึกจดหมายเหตุ จัดทำหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อประโยชน์สาธารณะโดยในการดำเนินการดังกล่าว บริษัท. จะจัดให้มีมาตรการปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวอย่างเหมาะสม เป็นไป ตามที่กฎหมายกำหนด
  2. เพื่อป้องกัน หรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและสุขภาพของบุคคล
  3. เพื่อความจำเป็นในการปฏิบัติตามสัญญา หรือข้อตกลงซึ่ง บริษัท. และเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญา หรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลก่อนการเข้าทำสัญญาดังกล่าว
  4. เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของ บริษัท. หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ บริษัท. เช่นการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย การหัก เงินสมทบประกันสังคม เป็นต้น
  5. เพื่อประโยชน์โดยชอบธรรมของ บริษัท. หรือของบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น เว้นแต่ ประโยชน์ดังกล่าวจะมีความสำคัญน้อยกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในข้อมูลส่วนบุคคลของ เจ้าของข้อมูล
  6. เพื่อปฏิบัติหน้าที่ของ บริษัท. ตามที่กฎหมายกำหนด เช่นการรายงานธุรกรรมทางการเงิน หรือ ธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สิน ต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นต้น

ข้อ 3. ข้อมูลส่วนบุคคลที่ บริษัท. จัดเก็บรวบรวม

ข้อมูลส่วนบุคคลที่ บริษัท. จัดเก็บรวบรวม ได้แก่

  • 3.1 ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคล
  • 3.2 ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป

ข้อ 4. ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคล

ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคลหมายถึง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรในองค์กร บริษัท. และ/หรือบุคคลซึ่งประสงค์จะสร้างความสัมพันธ์กับ บริษัท. เพื่อเข้าทำงานเป็นพนักงาน เริ่มตั้งแต่การสมัครเข้าเป็นบุคลากรในองค์กร ด้วยการยื่นใบสมัครและเอกสารประกอบการสมัครงานด้วยตนเอง ณ ที่ทำการของ บริษัท. ส่งเป็นจดหมายสมัครงาน หรือส่งเป็นเอกสารประวัติส่วนบุคคล (resume) หรือ CV (curriculum Vitae) ผ่านทาง website ของ บริษัท. หรือส่งใบสมัครงานทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e–mail) เป็นต้น และหมายรวมถึงการว่าจ้าง การปรับเงินเดือน ค่าจ้าง การประเมินผลการปฏิบัติงาน เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การพัฒนาและฝึกอบรม การลงโทษทางวินัย และการสิ้นสุดการว่าจ้าง หรือการเลิกจ้าง

ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคลของ บริษัท. หมายความถึงข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลดังต่อไปนี้

  1. กรรมการและผู้บริหาร บริษัท.
  2. พนักงาน ลูกจ้าง ตามสัญญาจ้างแรงงาน
  3. ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่ บริษัท. ตามสัญญาจ้างทำของ
  4. ผู้สมัครงาน และผู้ประสงค์จะสมัครเข้าทำงานกับ บริษัท. และได้ยื่นเอกสารซึ่งเป็น ข้อมูลส่วนบุคคล เช่นข้อมูลประวัติย่อส่วนบุคคลสำหรับการสมัครงาน (resume) หรือ (Curriculum Vitae) แก่ บริษัท. แล้ว ไม่ว่าจะนำเสนอด้วยตัวเอง หรือส่งเป็น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) หรือยื่นผ่าน web site หรือ application ต่าง ๆ ของ บริษัทหรือยื่นผ่านตัวแทน หรือผู้ให้บริการจัดหางาน เป็นต้น
  5. นักศึกษาซึ่ง บริษัท. รับเข้าฝึกงานแล้ว และ/หรือนักศึกษาซึ่งแสดงความประสงค์จะขอ เข้าฝึกงานกับ บริษัท. โดยได้ยื่นเอกสาร หลักฐานส่วนบุคคลให้แก่ บริษัท. แล้ว
  6. ลูกค้าหรือบุคคลทั่วไป ที่สนใจ ติดต่อ ผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) หรือยื่น ผ่าน web site หรือ application ต่าง ๆ ของ บริษัทหรือยื่นผ่านตัวแทน

ข้อ 5. วัตถุประสงค์ในการเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลด้านการบริหารงานบุคคล

บริษัท. จะเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคลของเจ้าของข้อมูล เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. สรรหาบุคลากรเข้าทำงานเป็นพนักงาน ลูกจ้าง ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หรือตำแหน่งงานทีเรียกชื่ออย่างอื่นของ บริษัท.
  2. การว่าจ้าง การทดลองงาน การบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย การกำหนดเส้นทางการเจริญเติบโต หรือความก้าวหน้าในตำแหน่ง หน้าที่ (Career Path) ของพนักงาน การประชุมสัมมนา การพัฒนาฝึกอบรม และการดำเนินกิจกรรม ต่าง ๆ ของพนักงาน
  3. บริหารค่าจ้าง เงินเดือน ประโยชน์ตอบแทน และจัดสวัสดิการต่าง ๆ สำหรับพนักงานเช่น การประกันชีวิต การประกันสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น
  4. พิจารณาอนุมัติการขอลา การหยุดงาน การลงโทษทางวินัยต่อพนักงาน
  5. ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดได้โดยถูกต้อง ไม่ผิดพลาด เช่นการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย การหักเงินสมทบประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน การว่าจ้างคนพิการเข้าทำงาน
  6. รักษาความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของ บริษัท. พนักงาน และบุคคลภายนอกที่มาติดต่อกับ บริษัท. หรือเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสถานที่ทำงาน หรือในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท.
  7. บริหารความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงาน
  8. การรับนักศึกษาเข้าฝึกงาน การปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกงาน
  9. เพื่อการสื่อสาร เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ ข่าวสารภายในองค์กร บริษัท. และ/หรือโดยวิธีการสื่อสาร และเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ
  10. เพื่อปฏิบัติตามหมายเรียก คำสั่งเรียกพยานเอกสารของศาล พนักงานอัยการ เพื่อให้ถ้อยคำ ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริงต่อพนักงานสอบสวน พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย
  11. การอื่น ๆ อันจำเป็นสำหรับการบริหารทรัพยากรบุคคล. และการวิเคราะห์ วิจัยของบริษัท

ข้อ 6. ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคลที่ บริษัท. จัดเก็บรวบรวม

ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารงานบุคคลที่ บริษัท. จัดเก็บได้แก่

  1. เอกสารหลักฐาน ข้อมูลส่วนบุคคลที่ บริษัท. ได้รับก่อน หรือขณะเข้าทำงาน เช่น ชื่อ-นามสกุล อายุ วัน เดือน ปีเกิด เพศ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพการสมรส สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล หลักฐานการรับราชการทหาร บุคคลในครอบครัว ชื่อและนามสกุลบิดา มารดา ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า สูจิบัตร หรือใบรับรองบุตร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของบุตรผู้เยาว์ และของบิดา มารดา ซึ่งตนเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดู สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ รถจักรยานยนต์ สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ เลขหมายใบอนุญาตให้เป็นทนายความ ผลการตรวจร่างกายและใบรับรองแพทย์ก่อนเข้าทำงาน ผลการทดสอบความรู้ความสามารถ ความถนัดทางด้านภาษา การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ บันทึกการสัมภาษณ์งาน เป็นต้น
  2. ประวัติการศึกษา หลักฐานการศึกษา ประวัติการทำงาน ประวัติอาชญากรรม ประวัติการศึกษาอบรม วุฒิบัตร ประกาศนียบัตร ข้อมูลภาระหนี้การกู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ข้อมูลเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินประกันการทำงาน เอกสาร หลักฐานอ้างอิงในการสมัครงาน การเข้าทำสัญญาว่าจ้างทำงาน เป็นต้น
  3. บันทึกเวลาการทำงาน การลา การสอบสวน การประเมินผลการปฏิบัติงาน การปรับขึ้นเงินเดือน ค่าจ้าง การเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง การถูกลงโทษทางวินัย รายงานการตรวจสุขภาพประจำปี แบบสำรวจความคิดเห็น รายงานการประชุม ประวัติการรักษาพยาบาลและใบรับรองแพทย์ระหว่างการเป็นพนักงาน ลูกจ้าง หรือปฏิบัติงานให้แก่ บริษัท.
  4. ข้อมูลสำหรับการติดต่อสื่อสารเช่นหมายเลขโทรศัพท์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ID Line ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ อาชีพ หมายเลขโทรศัพท์ ช่องทางการติดต่อผู้ค้ำประกัน บุคคลที่อ้างอิง หรือบุคคลที่แจ้งให้ บริษัท. สามารถติดต่อได้ในกรณีมีเหตุจำเป็น ฉุกเฉิน รวมถึงผู้รับประโยชน์ แผนที่แสดงที่ตั้งภูมิลำเนา หรือที่พักอาศัยเป็นต้น
  5. เลขบัญชีเงินฝากธนาคารสำหรับการจ่ายค่าจ้าง เงินเดือน และประโยชน์ตอบแทนอื่น
  6. ข้อมูลชีวภาพ เช่นตัวอย่างลายมือชื่อ จำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา เพื่อประโยชน์ในการบันทึกเวลาการทำงาน การผ่านเข้า - ออก สถานที่ทำงาน การรักษาความปลอดภัยในบริเวณสถานที่ทำงาน
  7. ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่ง บริษัท. ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ข้อ 7. วัตถุประสงค์ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป

นอกเหนือจากข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ บริษัท. จัดเก็บแล้ว บริษัท. จะจัดเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

  1. พิสูจน์ ตรวจสอบบุคคล (KYC) ก่อนสร้างความสัมพันธ์ หรือเข้าทำธุรกรรม หรือนิติกรรมใด ๆ หรือเพื่อตอบคำถาม ให้ข้อมูลใด ๆ แก่ฝ่ายลูกหนี้ และบุคคลซึ่งชำระหนี้แทน หรือร่วมกับลูกหนี้
  2. เพื่อปรับปรุง พัฒนาการให้บริการของ บริษัท. ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อประสิทธิภาพในการให้การบริการโดยตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
  3. เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กร บริษัท.
  4. เพื่อรายงานใด ๆ ตามหน้าที่ต่อส่วนราชการ หรือหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการกำกับดูแล หรือตรวจสอบการดำเนินงานของ บริษัท. ตามกฎหมายเช่นธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นต้น
  5. เพื่อรายงานธุรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด เช่นการรายงานธุรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ข้อ 8. ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปที่ บริษัท. จัดเก็บ

ข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไปที่ บริษัท. จัดเก็บ ได้แก่

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส ภูมิลำเนา หรือสถานที่อยู่ ทะเบียนหย่า หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัว และ/หรือชื่อสกุล ชื่อตัว ชื่อสกุล อายุ วัน เดือน ปีเกิด เพศ สัญชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส
  2. อาชีพ รายได้ ประวัติการถูกฟ้อง หรือดำเนินคดีทางศาล ประเภทสินเชื่อ ภาระหนี้ สถานะการทางเงิน ประวัติการชำระหนี้ ข้อมูลสถานะทางการเงิน statement ทางการเงิน สำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน หรือรับรองรายได้ ใบทะเบียนการค้า เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำเนาหลักฐานการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ และ/หรือยานพาหนะอื่น สำเนาใบหุ้น สำเนาตั๋วเงินประเภทต่าง ๆ
  3. ข้อมูลสำหรับการติดต่อสื่อสารเช่นหมายเลขโทรศัพท์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) ID Line ชื่อ อาชีพ หมายเลขโทรศัพท์ ช่องทางการติดต่อผู้ค้ำประกัน บุคคลที่อ้างอิง หรือบุคคลที่แจ้งให้ บริษัท. สามารถติดต่อได้ในกรณีมีเหตุจำเป็น ฉุกเฉิน รวมถึงผู้รับประโยชน์ แผนที่แสดงที่ตั้งภูมิลำเนา หรือที่พักอาศัย บันทึกการสนทนาเป็นต้น
  4. ข้อมูลชีวภาพ เช่นจำลองลายนิ้วมือ ข้อมูลจำลองใบหน้า ข้อมูลจำลองม่านตา เพื่อ ประโยชน์ในการบันทึกการเข้าทำธุรกรรมบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใด ๆ ของ บริษัท.
  5. ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ซึ่ง บริษัท. ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูล ตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ข้อ 9. แหล่งที่มาของข้อมูลส่วนบุคคลที่ บริษัท. จัดเก็บ

ในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล บริษัท. จะจัดเก็บจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง อย่างไรก็ตามโดยลักษณะการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท ดังนั้น บริษัท. จึงมีความจำเป็นต้องจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งมิได้จัดเก็บจากเจ้าของข้อมูลโดยตรง ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญาซึ่งเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญา

ข้อ 10. การเก็บรวบรวมข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data)

บริษัท. จะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว เว้นแต่จะได้ความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลก่อน หรือเว้นแต่มีเหตุตามกฎหมายที่ บริษัท. มีสิทธิ หรือสามารถเก็บรวมรวมได้โดยไม่จำเป็นต้องขอ หรือได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน เช่นเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยความยินยอมชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูล เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือเป็นความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม เป็นต้น

บริษัท. จะไม่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับทัศนคติ อุดมคติหรือความคิดเป็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ความเชื่อทางปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ

ข้อ 11. การส่ง หรือโอนข้อมูลไปต่างประเทศ

บริษัท. ไม่มีธุรกรรมที่ทำ ณ ต่างประเทศ และ บริษัท. ไม่มีการส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม

กรณีหาก บริษัท. มีเหตุ หรือความจำเป็นจะต้องส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลใด ๆ ไปยังต่างประเทศ บริษัท. จะดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศที่จะส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปให้ดังกล่าวมีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสมเท่านั้น อย่างไรก็ตามกรณีหากประเทศผู้รับข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวไม่มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอและเหมาะสมและ บริษัท. มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไป บริษัท. จะต้องเป็นไปตามข้อยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทฯ กำหนดโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย

ข้อ 12. การเปิดเผยข้อมูลต่อบุคคลอื่น

บริษัท.จะไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บุคคลอื่น โดยปราศจากความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน เว้นแต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งกฎหมายกำหนดให้ บริษัท. มีสิทธิจัดเก็บได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล

บริษัท. มีความจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลแก่ผู้ให้บริการภายนอก (Out Sourcing) ซึ่ง บริษัท. ว่าจ้างและมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งการดังกล่าวเป็นการจำเป็นในการใช้สิทธิเรียกร้องซึ่ง บริษัท. มีต่อเจ้าของข้อมูลตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลกรณีดังกล่าว บริษัท. มีมาตรการที่เหมาะสมและเพียงพอในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล โดย บริษัท. จะเลือกใช้บริการเฉพาะผู้ให้บริการที่มีมาตราการในการป้องกันและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและเพียงพอ นอกจากนี้ บริษัท. จะกำหนดเงื่อนไข หรือข้อกำหนดในสัญญาว่าจ้างให้หน่วยงานภายนอกซึ่งเป็นผู้รับจ้างดังกล่าวจะต้องมีมาตรการในการปฏิบัติเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างถูกต้องครบถ้วน รวมถึงจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดด้วย

ข้อ 13. ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท. จะเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไว้เป็นระยะเวลาเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้ ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูลของเจ้าของข้อมูลแต่ละรายอาจมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นเพื่อรักษาสิทธิตามกฎหมายเช่นข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งจำเป็นจะต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการใช้สิทธิเรียกร้อง หรือการดำเนินคดีทางศาล เพื่อการตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบภายใน หรือการตรวจสอบโดยหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการดำเนินการของ บริษัท. เช่นธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนราชการ หรือเพื่อการตรวจสอบโดยส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐอื่น เช่นกรมสรรพากร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัท. จะเก็บรวมรวมและรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไว้เป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 10 ปี นับจากวันสิ้นสุดความสัมพันธ์ หรือระยะเวลานานกว่าตามที่กฎหมายกำหนด

ข้อ 14. การลบ ทำลายข้อมูลส่วนบุคคล

ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุไว้ตามนโยบายฉบับนี้แล้ว บริษัท. จะดำเนินการลบ และ/หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลออกจากระบบการจัดเก็บของ บริษัท. หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลไม่สามารถนำไปใช้ระบุตัวตนของเจ้าของข้อมูลได้อีกต่อไป

การลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลดังกล่าว บริษัท. จะกระทำโดยคณะกรรมการ หรือคณะทำงานซึ่ง บริษัท. แต่งตั้ง หรือมอบหมายให้มีหน้าที่และควบคุมและกำกับดูแลการลบ และ/หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวเป็นการเฉพาะ เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความสุจริต โปร่งใส สร้างความมั่นใจแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และสามารถตรวจสอบได้

ข้อ 15. วิธีการถอนความยินยอม

เจ้าของข้อมูลมีสิทธิแจ้ง บริษัท. เพื่อขอยกเลิก เพิกถอนความยินยอมในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งเจ้าของข้อมูลได้ให้ไว้ต่อ บริษัท. ในเวลาใด ๆ ก็ได้

ข้อ 16. สิทธิของเจ้าของข้อมูล

เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิซึ่งได้รับการรับรองและคุ้มครองโดยกฎหมาย และ/หรือตามข้อนโยบายฉบับนี้ ดังต่อไปนี้

  1. สิทธิรับทราบวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล

    เจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการรับทราบวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่การเก็บรวบรวม การนำไปใช้ การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ก่อน หรือขณะเก็บรวบรวมข้อมูล เว้นแต่รายละเอียดและวัตถุประสงค์ดังกล่าวจะเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปโดยปกติอยู่แล้ว

  2. สิทธิในการแก้ไขข้อมูล

    เจ้าของข้อมูลมีสิทธิแจ้งขอให้ บริษัท. แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลของตนให้ถูกต้องตรงกับความจริง เป็นปัจจุบัน ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทั้งนี้ การขอแก้ไขข้อมูลดังกล่าว จะต้องกระทำด้วยความความสุจริต และไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย

  3. สิทธิในการเพิกถอนความยินยอม

    เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอยกเลิก เพิกถอนความยินยอมที่ให้ไว้ในเวลาใด ๆ ก็ได้ เว้นแต่จะ ถูกจำกัดสิทธิโดยกฎหมาย หรือโดยข้อกำหนดของสัญญา หรือข้อตกลง ทั้งนี้ การยกเลิก เพิกถอนความยินยอมดังกล่าว จะไม่มีผลกระทบต่อการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เจ้าของข้อมูลได้ให้ความยินยอมไปแล้วโดยชอบ

  4. สิทธิในการขอระงับการใช้ข้อมูล

    เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ บริษัท. ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลระงับการใช้ ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้

  5. สิทธิในการเข้าถึง ขอสำเนา หรือให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล

    เจ้าของข้อมูลมีสิทธิในการเข้าถึงรวมถึงมีสิทธิขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลของตนจากบริษัท. รวมถึง ขอให้บริษัท. เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลของตน ทั้งนี้สิทธิ ในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย และจะต้องไม่เป็น การละเมิดต่อสิทธิ เสรีภาพของบุคคลอื่น

  6. สิทธิในการขอรับและให้โอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคล

    ในการจัดทำข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท. ได้จัดทำข้อมูลส่วนบุคคลในรูปแบบที่สามารถ อ่าน หรือใช้งานโดยทั่วไปได้ง่าย ด้วยเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่ทำงานได้โดยอัตโนมัติ และประมวลผลด้วยวิธีการอัตโนมัติ เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลจากบริษัท. รวมถึงมีสิทธิให้ บริษัท. ส่ง หรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังผู้ควบคุมข้อมูลรายอื่น โดยตรง เว้นแต่โดยลักษณะทางเทคนิคแล้วไม่สามารถจะกระทำได้ หรือเว้นแต่จะเป็น การขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย หรือข้อกำหนดตามสัญญา หรือข้อตกลง หรือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

  7. สิทธิในการคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

    เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถคัดค้านการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัท เช่นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลได้ โดยร้องขอต่อ บริษัท. โดยใช้ช่องทางและวิธีการที่กำหนดไว้ตามนโยบายฉบับนี้

ข้อ 17. สิทธิในการขอให้ลบ หรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล

ในกรณีที่ข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวหมดความจำเป็นในประมวลผล ตามวัตถุประสงค์ หรือผู้ควบคุมนำข้อมูลนั้นไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ หรือเป็นข้อมูลที่บุคคลอื่นสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เจ้าของข้อมูลมีสิทธิขอให้ บริษัท. ทำการลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ โดยผู้ควบคุมข้อมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการดำเนินการนั้น

ข้อ 18. สิทธิในการร้องเรียน

กรณีหากเจ้าของข้อมูลพบว่าข้อมูลส่วนบุคคลของตนถูกจัดเก็บรักษา เปิดเผย หรือถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ บริษัท. แสดงเจตนานาไว้ หรือพบว่า บริษัท. ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ว่าด้วยนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามนโยบายฉบับนี้ เจ้าของข้อมูลมีสิทธิโต้แย้ง คัดค้าน หรือร้องเรียนเหตุดังกล่าวต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บริษัท. ในเวลาใด ๆ เพื่อพิจารณาดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไปได้ ตามที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ที่ระบุไว้ในนโยบายฉบับนี้

ในการแจ้ง หรือร้องเรียนเหตุดังกล่าวในวรรคก่อน เจ้าของข้อมูลสามารถร้องขอได้โดยตรงผ่าน web–site ของ บริษัท. ซึ่งจะมี Menu หรือหน้าต่างระบุว่า “รับเรื่องร้องเรียน” หรือข้อความอื่นในลักษณะเดียวกัน หรือเจ้าของข้อมูลสามารถร้องเรียนโดยทำเป็นหนังสือ หรือจดหมายร้องเรียนพร้อมแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของข้อมูลพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง ส่งมายัง คณะกรรมการควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามที่อยู่ของ บริษัท. ที่ระบุไว้ตามนโยบายฉบับนี้

บริษัท. จะพิจารณาข้อร้องเรียนของเจ้าของข้อมูลให้แล้วเสร็จ และแจ้งผลการพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งให้แก่เจ้าของข้อมูลภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ บริษัท. ได้รับเรื่องร้องเรียนและได้รับข้อมูลรวมถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องครบถ้วน

กรณีเจ้าของข้อมูลไม่เห็นด้วยคำวินิจฉัยของ บริษัท. เจ้าของข้อมูลมีสิทธิดำเนินการใด ๆ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายได้ทันที

ข้อ 19. การอบรม ให้ความรู้แก่พนักงาน

บริษัท. มีนโยบายจัดการอบรมให้ความรู้แก่กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานและบุคลากรทุกคนของ บริษัท. เพื่อให้บุคคลดังกล่าวทราบถึงบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงผลกระทบต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นแก่องค์กร บริษัท. รวมถึงกรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวตระหนักถึงหน้าที่และความสำคัญในการที่จะต้องร่วมกันปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรของ บริษัท. สามารถดูแล ป้องกัน และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลได้อย่างเหมาะสม

ข้อ 20. การปรับปรุงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท. กำหนดให้มีการทบทวนนโยบายความเป็นส่วนตัวตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแนวทางการปฏิบัติและระบบการควบคุมปกป้องคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บริษัท. จะพิจารณาทบทวน ปรับปรุงแก้ไขนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับนี้ทุกปี หรือก่อนนั้นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเป็นปัจจุบัน สอดคล้องกับเทคโนโลยี นวัตกรรมและบริบทของกฎหมายที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ทุกครั้งที่มีการแก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท. จะแสดงให้ทราบทาง web-site ของ บริษัท. [email protected]

ข้อ 21. การปฏิบัติตามนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและการติดต่อกับ บริษัท.

กรณีเจ้าของข้อมูลมีข้อสงสัย เหตุขัดข้อง หรือประสงค์จะร้องเรียนใด ๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือการปฏิบัติตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของ บริษัท. ฉบับนี้ สามารถสอบถามและ/หรือร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคลของ บริษัท. ได้ที่ เว็บไซต์ บริษัท. [email protected] หรือติดต่อด้วยตนเองตามที่อยู่ ดังนี้

680 โรงแรมพร้อม รัชดา อาคาร 2 ชั้นที่ 5
ซอยนาทอง แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

นโยบายฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2567